กรณีที่เกือบจะลงเอยด้วยโทษประหารชีวิต
เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นักกีฬาชาวอเมริกัน Jarred Shaw ถูกจับโดยทางการอินโดนีเซียเนื่องจากการส่งพัสดุที่ทางการกล่าวว่ามี “กัมมี่” ที่ประกอบไปด้วย THC ซึ่ง Shaw ใช้เพื่อบรรเทาอาการของโรค Crohn’s ของเขา ขณะนั้นทางการตั้งข้อกล่าวหาว่าเขามีส่วนร่วมในการค้ายาเสพติด ซึ่งในวงกว้างอาจนำไปสู่การลงโทษที่รุนแรงที่สุดในประเทศนี้
ผลการตัดสินที่แตกต่างออกไป
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ศาลอินโดนีเซียได้ตัดสินโทษ Shaw เป็นเวลา 26 เดือน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการรับรู้ในด้านการแพทย์ในระบบกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดของอินโดนีเซีย การที่ศาลไม่ได้นำข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการค้ายาเสพติดมาใช้สะท้อนให้เห็นว่าความสำคัญของหลักฐานทางการแพทย์และอาการของโรคที่เขาประสบอยู่
- Jarred Shaw อายุ 35 ปี ใช้ผลิตภัณฑ์ THC เพื่อจัดการกับอาการของโรคเรื้อรัง
- การพิจารณาในศาลสะท้อนความเข้าใจในบริบททางการแพทย์
- ข้อกำหนดทางการแพทย์มีบทบาทสำคัญในการตัดสิน
การแทรกแซงทางการทูตที่แปลกใหม่
สำนักงานสถานทูตสหรัฐอเมริกาในจาการ์ตาได้ดำเนินการให้การสนับสนุนด้านมนุษยธรรมอย่างไม่เคยมีมาก่อนในศาลคดีอาญา การเข้ามาให้การสนับสนุนนี้ครอบคลุมถึงความเข้าถึงการรักษา สิทธิในการดำเนินกระบวนการยุติธรรม และการเคารพสิทธิมนุษยชน
เสียงจาก Jarred Shaw
Shaw ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีของเขา ว่า “ผมรู้สึกขอบคุณสำหรับทุกคนที่ต่อสู้เพื่อผม ผมใช้ CBD ในการบรรเทาอาการของโรคของผม หากไม่มีการสนับสนุนทางกฎหมายจาก Donte ผมไม่มั่นใจว่าศาลอินโดนีเซียจะรับรู้ว่าผมเป็นผู้ใช้ ไม่ใช่ผู้จัดจำหน่ายยาเสพติด”
สิ่งที่จะเกิดขึ้นถัดไป
ตามกฎหมายอินโดนีเซีย Shaw อาจมีสิทธิได้รับการลดโทษหรือการปล่อยตัวในทางการแพทย์ ทีมกฎหมายของเขากำลังเตรียมการตรวจสอบทางการแพทย์เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนถัดไปในกระบวนการ
กรณีนี้ยังให้มุมมองที่ชัดเจนเกี่ยวกับความแตกต่างในกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดในแต่ละประเทศ ซึ่งกัมมี่ที่ใช้ในการรักษาในประเทศหนึ่งอาจกลายเป็นความผิดทางอาญารุนแรงในอีกประเทศหนึ่ง
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ
กรณีของ Shaw แสดงให้เห็นถึงความท้าทายของชาวอเมริกันที่เดินทางข้ามประเทศโดยไม่ตระหนักถึงความแตกต่างทางกฎหมายอย่างชัดเจน เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการจัดการกับผลิตภัณฑ์จากกัญชาในกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สรุป
ถึงแม้กรณีของ Shaw จะยังไม่สิ้นสุด แต่การตัดสินใจในครั้งนี้ให้ความหวังว่าจะมีการยอมรับเกี่ยวกับการใช้กัญชาในการแพทย์ในระบบกฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าบทเรียนจากการต่อสู้ในครั้งนี้มีความสำคัญต่ออนาคตของการรักษาด้วยกัญชาในระดับสากล